จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คำถามท้ายบท บทที่ 6 ที่พักแรม

1.ที่พักแรมมีบทบาทสำคัญอย่างไรต่ออุสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ตอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปยังจุดมุ่งหมายทางที่ห่างไกลและจำเป็นต้องค้างแรมระหว่างการเดินทาง
2.ปัจจัยพื้นฐานในการบริการที่พักแรมได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ 1.) ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้พัก
         2.) ความสะอาดและสุขอนามัยในสถานที่พัก
         3.) ความเป็นส่วนตัว
         4.) บรรยากาศตกแต่งที่สวยงาม
         5.) ภาพลักษณ์ของกิจการและอื่นๆ
3.ยกตัวอย่างแผนกงานสำคัญของโรงแรมมา 3 แผนก พร้อมบอกหน้าที่ความรับผิดชอบ
ตอบ 1.) แผนกขายและการตลาด รับผิดชอบการว่างแผนการตลาด
         2.) แผนกการบัญชีและการเงิน ดูแลรับผิดชอบทำบัญชีและควบคุมการเงินของโรงแรม
         3.) แผนกทรัพยากรมนุษย์ ในบางกิจการขนาดเล็กจะเป็นแผนกบุคคล
4.โรงแรมในปัจจุบันมีแบบแผนการดำเนินงานตามต้นแบบจากประเทศในภูมิภาคใดของโลก
ตอบ ต้นแบบมาจากประเทศในกลุ่มยุโรปและอเมริกา
5.ปัจจัยสำคัญในอดีตใดที่ส่งผลกระทบที่ทำให้กิจการที่พักแรมมีการขยายตัวและพัฒนารูปแบบ
ตอบ ระบบการคมนาคม ซึ่งมีรูปแบบการปรับปรุงและพัฒนาไปตามยุคสมัยทำให้ผู้คนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

คำถามท้ายบท บทที่ 5 การคมนาคม

1.จงอธิบายพัฒนาการของการขนส่งทั้งทางบกทางน้ำและทางอากาศอย่างคร่าวๆ

ตอบ 1. การขนส่งทางบก เริ่มจากการใช้คนลากรถสองล้อไปบนถนนก่อนจะนำสัตว์มาใช้จนกระทั่งในยุคโรมัน ได้มีการพัฒนาการขนส่งจากการใช้รถลากสองล้อมาเป็นรถสี่ล้อที่ใช้มาลากต่อมา ในปี ค..1480 ได้มีการประดิษฐ์รถม้าโดยสารในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำและได้มีการพัฒนามาเป็นรถยนต์ในปี ค..1920
       2. การ ขนส่งทางน้ำ ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากท่อนไม้และต่อมาได้นำต้นไม้ทั้งต้นมาขุดเจาะทำเป็น เรือหลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนานำเอาหนังสัตว์ขนาดต่างๆมาเป็นโครงทำด้วยไม้ เรียกว่า เรือหนังสัตว์ (Coracles)
        3. การขนส่งทางอากาศ หลังจากปี ค..1903 ได้มีการคิดค้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกโดยสองพี่น้องตระกลู Wright ก็ได้มีการพัฒนารูปแบบ และเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น
2.จงวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความนิยมในการใช่รถตู้เพื่อนันทนาการ (Recreational Car) ในการเดินทางท่องเที่ยว
ตอบ เพราะรถตู้มีความสะดวกสบายในการเดินทาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายและค่าใช้จ่ายถูก
3.จงอธิบายว่าการเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำแบ่งออกได้ทั้งสิ้นกี่ประเภท แต่ละประเภทเป็นอย่างไร
        ตอบ การเดินทางทางน้ำแบ่งออกได้หลายประเภทดังนี้
1.) เรือเดินทะเล เป็นเรือคมนาคมขนส่งจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง
2.) เรือสำราญ มีลักษณะคล้ายโรงแรมลอยน้ำขนส่งคนได้ประมาณ 650-850 คน
3.) เรือข้ามฟาก เป็นเรือสำหรับเดินทางระยะสั้นซึ้งสามารถบรรทุกทั้งคนและรถ
4.) เรือใบและเรือยอร์ช เป็นเรือขนาดเล็กเคลื่อนที่โดยใช้ลมประทะกับใบเรือ
5.) เรือบรรทุกสิ้นค้า เป็นเรือสำหรับบรรทุกสิ้นค้า
4.จงยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายว่าการขนส่งทางอาการมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไร
ตอบ เกิดผลกระทบเช่นเครื่องบินตกบ่อยทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทาง
5.ให้เปรียบเทียบการขนส่งทางอากาศ (เพื่อการท่องเที่ยว) แต่ละประเภทว่ามีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันอย่างไร
ตอบ การเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศมี 3 แบบ
1.)  การบินลักษณะเที่ยวบินประจำ
            ) เที่ยวบินประจำภายในประเทศ
            ) เที่ยวบินประจำระหว่างประเทศ
2.)  ลักษณะเที่ยวบินไม่ประจำ
3.)  การบินลักษณะบินเช่าเหมาะลำ

คำถามท้ายบท บทที่ 4 องประกอบสำคัญของอุสาหกรรมการท่องเที่ยว

1.จงอธิบายความสำคัญของแหล่องท่องเที่ยวที่มีต่ออุสาหกรรมการท่องเที่ยว

ตอบ แหล่ง ท่องเที่ยวคือสถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามา ท่องเที่ยวหรือประกอบกิจการ  ต่างๆเพื่อตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านการนันทนาการอาจเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหรือหลายๆสถานที่ก็ได้ ทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือก็ขึ้นเองตามธรรมชาติก็ได้
2. Tourism Resource, Destination และ  Attraction  หมายถึงอะไร
ตอบ 3 คำ อาจสรุปความหมายได้ว่า สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ
3.ให้นักศึกษายกตัวอย่างแห่งท่องเที่ยวในภูมิลำเนาของนักศึกษา พร้อมกับอธิบายถึงคุณสมบัติที่ดีของแห่ลงท่องเที่ยว (3As) นั้นมาให้เข้าใจ
ตอบ 1.) ทะเลชะอำ  2.) แก่งกระจาน 3.) เขาวังพระนครคีรี
เป็นสถานที่ที่มีความดึงดูดใจเป็นสถานที่ที่มีทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่างๆมากมาย มีสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถเข้าถึงได้ง่าย
4.แหล่งท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ สำหรับในกรณีของประเทศไทย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
       ตอบ 3 ประเภทได้แก่
1.)   แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
2.)   แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3.)   แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น
        
 5. จงยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย อย่างน้อยภาคละ 3 แห่งท่องเที่ยว
ตอบ  ภาคกลาง  แข่งเรือยาว  ลอยกระทง  ทำฝันข้าว 
       ภาคเหนือ  บวชลูกแก้ว  โล้ชิงช้า  ปล่อยโคม
          ภาคอีสาน  ผีตาโขน  บุญบังไฟ  ตักบาตรดอกไม้
           ภาคตะวันออก  วิ่งควาย  วันไหล  ฤดูผลไม้ 
           ภาคใต้  กินเจ(ถือศีล อด) ชนวัว
1.จงอธิบายความสำคัญของแหล่องท่องเที่ยวที่มีต่ออุสาหกรรมการท่องเที่ยว
ตอบ แหล่ง ท่องเที่ยวคือสถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามา ท่องเที่ยวหรือประกอบกิจการ  ต่างๆเพื่อตอบสนองต่อจุดประสงค์ด้านความพึงพอใจ หรือด้านการนันทนาการอาจเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่งหรือหลายๆสถานที่ก็ได้ ทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือก็ขึ้นเองตามธรรมชาติก็ได้
2. Tourism Resource, Destination และ  Attraction  หมายถึงอะไร
ตอบ 3 คำ อาจสรุปความหมายได้ว่า สถานที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบกิจกรรมต่างๆ
3.ให้นักศึกษายกตัวอย่างแห่งท่องเที่ยวในภูมิลำเนาของนักศึกษา พร้อมกับอธิบายถึงคุณสมบัติที่ดีของแห่ลงท่องเที่ยว (3As) นั้นมาให้เข้าใจ
ตอบ 1.) ทะเลชะอำ  2.) แก่งกระจาน 3.) เขาวังพระนครคีรี
เป็นสถานที่ที่มีความดึงดูดใจเป็นสถานที่ที่มีทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่างๆมากมาย มีสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถเข้าถึงได้ง่าย
4.แหล่งท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ สำหรับในกรณีของประเทศไทย มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
       ตอบ 3 ประเภทได้แก่
1.)   แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ
2.)   แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น
3.)   แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของผู้คนในท้องถิ่น
        
 5. จงยกตัวอย่างแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และกิจกรรมของภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย อย่างน้อยภาคละ 3 แห่งท่องเที่ยว
ตอบ  ภาคกลาง  แข่งเรือยาว  ลอยกระทง  ทำฝันข้าว 
       ภาคเหนือ  บวชลูกแก้ว  โล้ชิงช้า  ปล่อยโคม
          ภาคอีสาน  ผีตาโขน  บุญบังไฟ  ตักบาตรดอกไม้
           ภาคตะวันออก  วิ่งควาย  วันไหล  ฤดูผลไม้ 
           ภาคใต้  กินเจ(ถือศีล อด) ชนวัว

คำถามท้ายบทที่ 3


1.ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น (Hierarchy of needs) ของ Maslow นำมาใช้อธิบายพฤติกรรมการท่องเที่ยวอย่างไร
ตอบ  ในระดับความต้องการสูงสุดของคนทั้งหลายของเราคือ ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จ ซึ่ง Maslow เรียกว่า self-actualiuation เป็น ความต้องการที่จะกระทำสิ่งที่ตน คิดว่าตนมีความสามารถที่จะกระทำได้ ยังเป็นอีกผู้หนึ่งที่เชื่อว่าพฤติกรรมท่องเที่ยวเกิดจากความต้องการในขั้น สูงสุดของคนเรา

2.แรงจูงใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆมีอะไรบ้าง
ตอบ  แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น (Hidden Agendd) ประกอบด้วย
1. การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ
2. การสำรวจและการประเมินตนเอง
3. การผักผ่อน
4. ความต้องการเกียรติภูมิ
5. ความต้องการที่จะถอยไปสู่สภาพเดิม
6. การกระชับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
7. การสร้างปะทะสังสรรค์ทางเครือญาติ

3.จงอธิบายโครงสร้างพื้นฐานในอุสาหกรรมการท่องเที่ยว
ตอบ  โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้แก่
1. ระบบไฟฟ้า
2. ระบบประปา
3. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
4. ระบบขนส่ง
     1 ระบบการขนส่งทางอากาศ
     2 ระบบการเดินทางบก
     3 ระบบการเดินทางน้ำ
5. ระบบสาธารณสุข
4. ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ มีความสำคัญอย่างไรต่อการท่องเที่ยว
ตอบ     ลักษณะ ภูมิประเทศหรือภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกจากแหล่งที่ตัวเองพัก อาศัย เพื่อไปชมภูมิประเทศที่แปลกตา แตกต่างออกไปจากที่ตนพักอาศัยอยู

คำถามท้ายบทที่ 2


1.    ท่านคิดว่าการเปิดสปาในเมืองบาธขึ้นจะประสบความสำเร็จแค่ไหนและสปาอื่นๆจะกลับมามีชีวิต  ขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่ในอังกฤษอธิบายว่าทำไมสปาในอังกฤษไม่เป็นที่นิยมขณะที่ในยุโรปเป็นที่นิยม
 ตอบ การเปิดสปาในเมืองบาธหน้าจะประสบความสำเร็จมากเพราะตอนนี้สปากำลังเป็น กิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก และธุรกิจสปาอื่นก็หน้าจะกลับมาได้รับความนิยมจากการท่องเที่ยว

2. ประวัติ ศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวหลายอย่างของผู้ประกอบการตามความต้องการ ของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจงอธิปรายว่า การเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่จะตอบสนองความต้องการของ นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ตอบ            1. การเปลี่ยนแปลงด้านราคา
                           2. การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งอำนวยความสะดวก
                           3. การเปลี่ยนแปลงการปัจจัยหรือวัตถุประสงค์ในการรองรับลูค   3. ทำไมประเทศอังกฤษจึงเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญในด้านการท่องเที่ยวสมัยใหม่
            ตอบ  เพื่อรองรับความต้องการ การเดินทางไปต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์การท่อเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงหลังสงครามโลกครั้งที่2

ประวัติศาสตร์การท่อเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงหลังสงครามโลกครั้งที่2

การ ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นประโยชน์แก่ผู้ ที่สนใจและศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยวเนื่องจากมีบทเรียนจาก ประวัติศาสตร์มากมายที่ต้องจดจำและสามารถนำประยุกต์ใช้ในการท่องเที่ยวใน ปัจจุบัน  สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนจากการท่อเที่ยวในอดีตเมื่อ 3 พันปีก่อนก็คือในปัจจุบันมีการจัดให้บริการด้านอาหาร  มัคคุเทศก์  และการขายของที่ระลึก เช่นเดียวกับในอดีตจะต่างกันแต่มาตรฐานและความสะดวกสบายซึ่งในปัจจุบันมีความทันสมัยมากกว่าแต่ก่อน
มัคคุเทศก์และคู่มือนำเที่ยวในยุคต้นๆ
หนังสือคู่มือนำเที่ยวปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อ 400ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเอเธนส์  สปาร์ตา และเมืองทรอย   นักเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชาวกรีก  ชื่อPausaniasไดเขียนหนังสือชื่อ Description of  Greece ขึ้นในระหว่างคศ.160-180  ซึ่งเป็นการเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
การท่องเที่ยวในยุคกลาง
ปัญหาของนักท่องเที่ยวในยุคกลางต้องเผชิญ  คือ โจนผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่นำทางและเป็นทั้งผู้ปกป้องนักท่องเที่ยว
การพัมนาการคมนาคมาทงถนนในคริสจศตวรรษที่  17ถึงต้นศตวรรษที่  19
การเดินทางเปผ้นการเดินทางระยะไกลๆเรื่องที่พักจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เดินทาง  ในสมัยนั้นจึงมีที่พักแบบ inn  เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อให้ผู้ดินทางพักแรมและให้มีโอกาสผลัดเปลี่ยนหน้าที่ แต่ที่พักในสมัยนั้นก็เป็นที่พักแบบง่ายๆ
การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตศตวรรษที่17และต้นศตวรรษที่19
          ในช่วงก่อนถึงศตวรรษที่16คนที่ต้องการเดินที่มีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธี คือด้วยการเดินเท้าซึ่งเป็นวิธีเดินทางของคนจน วิธีที่สองคือการขี่ม้า วิธีสุดท้ายคือ ใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดินทางของชนชั้นสูง เท่านั้น
ในศตวรรษที่18 มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น การเดินทางเป็นระยะทางไกลๆเรื่องที่พักเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้เดินทาง ในสมัยนี้จึงมีที่พักประเภท inn เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ประมาณค..1815 ถนนหนทางในทวีปยุโรปมีการพัฒนาดีขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากจกค้นพบประโยชน์ของยางมะตอยทำให้เกิดการเดินทางที่เร็วขึ้น
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทที่อาบน้ำแร่ (Spa)
          การ อาบน้ำแร่หรือสปา เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วตั้งแต่ยุคโรมันโดยเชื่อกันว่าน้ำเร่มีคุณสมบัติ ทางยา แต่ความนิยมการไปอาบน้ำแร่ได้ลดลงในยุคหลังๆแต่ไม่ได้หมายความว่าความนิยมจะ ลดลงโดยสิ้นเชิง ในที่สุดตอนต้นของศตวรรษที่19บรรดารีสอร์ทต่างๆก็เปลี่ยนโฉมไปสู่ตลาดล่าง (down market) ตามวงจรชีวิตของตลาดและเมื่อถึงปลายศตวรรษที่18 ยุคเฟื่องฟูของบ่อน้ำแร่ในอังกฤษก็ถึงการอาวสานต์ ถึงแม้ว่าวงจงชีวิตของสปายังคงยืดยาวต่อไปในภาคพื้นยุโรปในประเทศอังกฤษ แหล่งท่องเที่ยวประเภทสปาได้เปลี่ยนโฉมไปเป็นผู้สูงอายุ คนชรานิยมย้ายไปอยู่ ผู้อาศัยถาวร
กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล
          การอาบน้ำทะเลพึ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) การ อาบน้ำทะเลในสมัยนั้น ผู้อาบอาบทั้งเสื้อผ้า เพราะการถอดเสื้อผ้าว่ายน้าขัดจากจารีดในสมัยนั้นการอาบน้ำทะเลเริ่มต้นจาก เหตุผลทางด้านสุขภาพ ความนิยมในการบำบัดด้วยน้ำทะเลซึ่งเป็นผลมาจากผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มั่งคั่งขึ้งจากการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรม
ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในศตวรรษที่19
          จากประวัติการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตจนถึงศตวรรษที่19 จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายประการที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางจะแบ่งปัจจัยเหล่านี้เป็น2กลุ่ม คือ ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการเดินทาง และ ปัจจัยถึงดูดให้คนเดินทาง ข้อจำกัดอีกอย่างสำหรับนักเดินทางได้แก่ความเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บ เพราะระบบสาธารณะสุขในเมืองใหญ่ๆในอดีตยังไม่เป็นมาตรฐานเช่นในปัจจุบันนี้
ยุคเครื่องจักรไอน้ำ : กำเนิดการเดินทางทางรถไฟ
           ทางรถไฟสายแรกถูกสร้างขึ้นในอังกฤษในปี ค..1825 (ตรงกับสมัยรัชการที่3 กรุงรัตนโกสินทร์) ระหว่างเมือง Stockton และ Darlington ในช่วงศตวรรษที่1850 บริษัท ไฟต่างๆก็พร้อมใจกันลดราคาค่าเดินทางสำหรับการท่องเที่ยวรายวัน การท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ และการท่องเที่ยวระยะยาวเพื่อกระตุนให้คน เดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น
รถกลไฟ
ขณะ ที่รถไฟทำให้เกิดการเดินทางภาคพื้นดิน เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ทำให้เกิดการพัฒนาเรือกลไฟเพื่อการเดินทางทางน้ำ การพัฒนาทางด้านการค้ากับทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทวีปอเมริกาเหนือทำให้ ประเทศอังกฤษต้องพัฒนาการสื่อสารรูปแบบต่างๆที่เร็วขึ้นและเชื่อใจมากยิ่ง ขึ้น
การวงการท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 (1901-2000) ช่วง 50 ปีแรก (1910-1950)
 ใน ช่วงนี้การท่องเที่ยวยังคงขยายตัวต่อไป เพราะความมั่งคั่งของผู้คน ความอยากรู้ ความอยากเห็น และทัศนคติที่กล้าแสดงออกมากข้นในยุคหลังสมัยวิกตอเรียประกอบกับการพัฒนา ระบบการขนส่งอย่างต่อเนื่อง นักเดินทางมีความปลอดภัย จากโรคภัยไข้เจ็บและโจรผู้ร้าย ทวีปยุโรปมีความมั่งคั่งทางการเมืองการเดินทางก็ไม่ยุ่งยาก ตั้งแต่ปี 1860
รูป แบบการเดินทางเปลี่ยนไป ความนิยมในการเดินทางด้วยรถไฟ ลดลงเพราะคนนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน พัฒนารถบรรทุก ที่ขนสัมภาระในสงคราม
การ กำเนิดอุตสาหกรรมการบินระยะแรกเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เห็นจุดเริ่มต้นของการ สิ้นสุดของการบริการทางรถไฟ และเรือกลไฟ เนื่องจากการบริการทางเครื่องบินในตอนแรกยังคงมีราคาแพง ขลุกขลัก ต้องหยุดและพักบ่อยและบริการไม่ค่อยสม่ำเสมอ
การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เช่นเดียวกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสนใจของผู้คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เช่น เกิดความต้องการที่จะเห็นสภาพที่ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

Tequila

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ Tequila

Tequila เป็นเครืองดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตในแถบพื้นที่ราบสูงที่แห้งแล้งตอนกลางของ ประเทศ Mexico โดยใช้รากสะสมอาหารของต้น agave (หรือชื่อหนึ่งคือ maguey) เป็นวัตถุดิบในการหมักและกลั่น จากประวัติศาสตร์นั้นพบว่า Tequila ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 16 ในพื้นที่บริเวณใกล้กับที่ปลูกต้น agave ซึ่งถูกยกเป็นเมือง “city of Tequila” อย่างเป็นทางการในปี คศ. 1656
โดยความจริง agave ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ที่เรียกว่า octli (ต่อมาเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อของ pulque ซึ่งคือ Tequila wine นั่นเอง) โดยชาว Aztec ก่อนที่ชาว Spanish ได้เข้ามารุกรานในปีคศ. 1521 แล้วนำเอา pulque มากลั่นเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นจุดกำเนิดของ tequila หรือเครื่องดื่มแอลกฮอล์กลั่นพื้นเมืองของ Mexico ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในปัจจุบัน tequila เกือบทั้งหมดถูกผลิตที่เมือง Jalisco state around the town of Tequila
ขั้นตอนการผลิต Tequila สามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนใหญ่ด้วยกันได้แก่
1. การเก็บเกี่ยว agave
2. การให้ความร้อนแก่ piña
3. การหมัก
4. การกลั่น
5. การบ่มและการผสม
ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. การเก็บเกี่ยว agave
agave ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต tequila นั้นเป็น agave สายพันธุ์ Agave tequilana หรือที่เรียกกันว่า blue agave หรือ agave azul ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของ Mexico ซึ่งต้องทำการปลูกอย่างน้อย 8 – 12 ปี จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวมาใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักได้ ก่อนที่จะถึงระยะเวลาที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ jimador จะตัดแกนกลางออกเพื่อเร่งให้เกิดการสะสมอาหารและการพองออกของรากทำให้ได้ผล ที่มีรูปร่างคล้ายสัปปะรดเรียกว่า piña และเมื่อครบกำหนดที่สามารถจะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักได้ jimador หรือ harvester จะทำการขุดและตัดใบโดยรอบออก โดยใช้เครื่องมือที่มีความคมและมีด้ามยาวเรียกว่า coa
2. การให้ความร้อนแก่ piña
piña จะถูกทำให้สุกอย่างช้าๆโดยใช้ slow-bake ovens หรือไอน้ำร้อน (autoclave) กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 30-72 ชั่วโมง traditional stone หรือ brick oven มีชื่อเรียกว่า horno ซึ่งเป็นชื่อที่ได้มาจาก Sauza's Hornitos. การอบด้วยความร้อนอย่างช้าๆจะทำให้เกิดน้ำหวาน (piña juice) ขึ้นใน piñaอุณหภูมิ ที่ใช้จะประมาณ 140-185 oF. ซึ่งกระบวนการให้ความร้อนช้าๆทำให้ Fiber ใน piña นิ่มทำให้ได้ piña juice ปริมาณมากและหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยา caramelizing ใน piña juice ซึ่งทำให้มี กลิ่นน้ำตาลไหม้ มีสีเข้มและมีรสชาติขมในบางแห่งจะใช้กระบวนการให้ความร้อนโดยใช้ไอน้ำร้อน และความดัน ซึ่งใช้เวลาในการให้ความร้อนสั้นกว่าการใช้เตาอบ (ประมาณ 8-14 ชั่วโมง) ซึ่งหลังจากการให้ความร้อนแล้วจะทิ้งไว้ประมาณ 24-36 ชั่วโมงก่อนจะทำการบด piña เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการหมักต่อไปpiña จะถูกนำเข้าสู่เครื่องบดขนาดใหญ่ สำหรับในปัจจุบันจะมีเครื่องที่สามารถบดและแยกกากที่เหลือจากการบด (bagazo) ออกเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ต่อไป จากนั้นจะทำการคั้นเพื่อให้ได้น้ำหวานที่อยู่ใน piña ซึ่งเรียกว่า(aquamiel, or honey water) และผสมกับน้ำและน้ำตาลในอัตราส่วนต่างๆแล้วแต่โรงงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการ หมักต่อไป
3. การหมัก 
จุลินทรีย์ ที่ใช้ในการหมักได้แก่ ยีสต์ (commercial brewer's yeast) สำหรับโรงงานพื้นเมืองขนาดเล็กจะใช้ยีสต์จากธรรมชาติ (สามารถพบตามใบของ agave) เช่น Tequila Herradura เป็นโรงงานที่ใช้ยีสต์จากธรรมชาติในการหมักและในบางโรงงานมีการใช้ยา ปฏิชีวนะในการป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรีย กระบวนการหมักทำในถังไม้หรือถังสเตนเลส ซึ่งถ้าปล่อยให้เกิดการหมักตามธรรมชาติจะใช้เวลาประมาณ 7-12 วัน แต่ในโรงงานบางแห่งสามารเร่งการเจริญของยีสต์ และทำการหมักให้เสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณ 3 วัน และมีกระบวนการนำเชื้อที่ได้ไปใช้เป็นเชื้อเริ่มต้นในการหมักครั้งต่อไป ในบางครั้งจะทำการหมักน้ำหมักพร้อมกับกากที่เหลือจากการคั้นน้ำเพื่อทำให้ ได้กลิ่น-รสชาติของน้ำหมักที่ดีขึ้น หลังจากกระบวนการหมักเสร็จสิ้นลงจะทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมงเพื่อให้เซลล์จุลิทรีย์และ non-fermentable materials ในน้ำหมักตกตะกอนแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการกลั่นต่อไป
4. การกลั่น:

Tequila เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่การกลั่น 2 ครั้ง การกลั่นนั้นมีการกลั่นโดยใช้หม้อกลั่นทั้ง 2 แบบ (copper pot still และ stainless steel column still) โดยที่หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการหมักในน้ำหมักนั้นจะมีแอลกอฮอล์ประมาณ 5-7% เวลาที่ใช้ในการกลั่นทั้งหมดประมาณ 4- 8 ชั่วโมงโดยที่ส่วนที่กลั่นได้ครั้งแรกเรียกว่า ordinario ซึ่งมีแอลกอฮอล์ประมาณ 20% หลังจากนั้นทำการกลั่นครั้งที่สองซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงส่วนที่กลั่นได้นั้นแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันได้แก่ cabeza หรือ head เป็นส่วนแรกที่ได้จากการกลั่นครั้งที่ 2 ประกอบด้วยแอลกอฮอล์และ aldehydes ซึ่งจะถูกทิ้งไป สำหรับส่วนที่สองเรียกว่า El corazon, หรือ the heart เป็นส่วนที่ดีที่สุดมีแอลกอฮอล์ประมาณ 50 % สำหรับส่วนสุดท้ายเรียกว่า colos หรือ tails บางครั้งจะเก็บไว้ทำเพื่อใช้ในการกลั่นครั้งต่อไป สำหรับส่วนที่เหลือจากการกลั่นเรียกว่า residue หรือ dregs (vinazas) จะทิ้งไปไม่นำมาใช้ต่อ
5. การบ่มและการผสม
การ บ่มและการผสม Tequila นั้นขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการผลิตว่าจะผลิต tequila ชนิดใดซึ่งการบ่มและการผสมสามารถแบ่ง tequila ออกได้ดังนี้

กลุ่มแรก Blanco : คือ tequila ทั่วไปที่สามารถบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายได้เลยหรือถ้าจะทำการบ่มจะบ่มไม่เกิน 60 วันเท่านั้น

กลุ่มที่ 2 Joven Abacod: คือ Blanco ที่ปรุงแต่งสีและรสด้วย caramel และไม่ผ่านการบ่ม

กลุ่ม ที่ 3 Reposado: คือ tequila ที่ผ่านการบ่มในถังไม้อย่างน้อยที่สุด 60 วันแต่ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งทำให้มีกลิ่นรสที่ดีจากกระบวนการบ่ม ซึ่งเป็น tequila ที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการผลิตเอง

กลุ่มที่ 4 Anejo: คือ tequila ที่ผ่านการบ่มในถังไม้ที่มีขนาดบรรจุไม่มากกว่า 600 ลิตรเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี.
การดื่ม tequila
Tequila สามารถดื่มแบบไม่ผสม (straight) หรือนำมาใช้ผสมเป็นเครื่องดื่ม Cocktail ซึ่งได้แก่ Margarita ที่เป็นที่นิยมและรู้จักแพร่หลายกันทั่วโลกวิธี การดื่ม Tequila แบบไม่ผสม นั้นจะประกอบด้วยแก้วใสขนาด (shot glass) มะนาวฝาน และเกลือ ดังแสดงในรูป วิธีการดื่มคือ เทเกลือบนหลังมือของแขนข้างที่ไม่ได้ถือแก้ว จากนั้นดื่ม tequila ในแก้วให้หมดในครั้งเดียวจากนั้นจึงเลียเกลือที่แขนแล้วจึงกัดมะนาวตาม หรือจะใช้วิธีจิบช้าๆพร้อมกับเกลือและมะนาวก็ได้ นอกจากนั้นยังสามารถใช้การบีบมะนาวลงบนปากแก้วก่อนดื่ม และถ้าสั่ง ‘bandera’ (Spanish for ‘flag’) ในร้านขายเครื่องดื่มหรือบาร์จะได้รับ Tequila ที่มาพร้อมกับมะนาว(lime) และ แก้วที่เป็นน้ำมะเขือเทศผสมกับน้ำส้ม
วิธีดื่มเตกิล่า (Tequila)
1.    ดื่มแบบ ช๊อต” (Shot) คือดื่มเพียวๆ ในแก้วเล็กทรงสูง
2.    ดื่มเพียวๆ เป็นช๊อต ตามด้วยน้ำส้มคั้นที่ปรุงด้วยเครื่องเทศ
3.    ชู ทเตอร์ส (Shooters) คือ เลียเกลือที่ทาไว้ที่มือ แล้วดื่มเตกิล่า ตามด้วยมะนาวสดชิ้นเล็กๆ (ซึ่งวิธีนี้ เป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการดื่มเตกิล่า)
4.    นำมาผสมค็อกเทล เช่น
o        มา การิตต้า (Margarita)  ผสมโดยใช้เตกิล่ากับลิเคียว รสส้ม (เช่นแกรนด์มาเนียร์ หรือ ทริปเปอร์ เซ็ค) และ   เติมน้ำมะนาว  เขย่ากับน้ำแข็ง  เสริฟในแก้วค็อกเทล   ที่ทาเกลือไว้ที่ขอบแก้ว 356, 359 แก้วมาการิตต้า
o        สแลมเมอร์ (Slammers) บางทีเรียก ป๊อบ หรือ ป๊อบเปอร์” (Pop, Poper)  โดยการใช้ โฮเซ่ คูวโว่ โกล์ด ½ ช๊อต (แก้วช๊อต) แล้วเติมด้วย เซเว่น อัพ หรือ สไปร์ท ในสัดส่วนที่น้อยกว่า ปิดปากแก้วด้วย ผ้ารองแก้ว หรือ  กระดาษรองแก้ว (หรือที่เราเรียกว่า โคลส์เตอร์-Coaster) ยกเสริฟโดยใช้แก้วกระแทกไปกับโต๊ะ ทำให้เกิดฟองฟู่ขึ้น แล้วดื่มทันที